

โรงงานขนาดเล็กต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? สรุปภาษีเงินได้ VAT หัก ณ ที่จ่าย ภาษีป้าย และภาษีที่ดิน พร้อมแนวทางวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
การทำโรงงานขนาดเล็ก แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตหรือมีรายได้ระดับมหาศาล แต่ก็ยังถือว่าเป็น “นิติบุคคล” หรือ “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีของไทยเหมือนกัน หลายคนอาจเข้าใจว่าธุรกิจเล็กไม่จำเป็นต้องเสียภาษี หรือเสียเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าขนาดเล็กในครัวเรือน หรือโรงงานขนาดย่อมที่มีลูกจ้างไม่กี่คน หากมีรายได้จากการดำเนินกิจการ ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด การรู้ว่าต้องเสียภาษีประเภทใดบ้าง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้ชัดเจน ไม่ต้องมาปวดหัวภายหลังเมื่อตรวจสอบภาษีย้อนหลัง อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว บทความนี้จึงจะพาไปดูว่า โรงงานขนาดเล็กควรรู้เรื่องภาษีอะไรบ้าง ต้องเสียแบบไหน และควรจัดการอย่างไรให้ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดสำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ในยุคนี้.
เพราะตามกฎหมายแล้ว โรงงานไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ หากมีรายได้จากการประกอบกิจการ ก็ถือว่าเป็น “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี” ทั้งในส่วนของภาษีรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์) การเสียภาษีไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงงานดู “น่าเชื่อถือ” ในสายตาคู่ค้า สถาบันการเงิน และลูกค้า ซึ่งมีผลต่อการขอสินเชื่อ หรือการขยายกิจการในอนาคตด้วย
2.1 ภาษีเงินได้ (Income Tax) โรงงานขนาดเล็กมักจัดตั้งในรูปแบบ “นิติบุคคล” เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในแต่ละปี
อัตราภาษีปีล่าสุด (อัปเดตจากกรมสรรพากร)
หมายเหตุ: ถ้าโรงงานจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา (เช่น เจ้าของคนเดียว) จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามขั้นบันได (5%–35%) แทน
2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ถ้าโรงงานของคุณมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท ตามกฎหมายต้อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันที
เมื่อลงทะเบียนแล้ว จะต้องคิด VAT 7% จากการขายสินค้า และสามารถนำภาษีซื้อจากวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักออกได้
ตัวอย่าง:
ถ้าโรงงานยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ยังไม่จำเป็นต้องจด VAT แต่ควรเตรียมระบบบัญชีไว้ให้พร้อม เพราะเมื่อยอดขายโตขึ้น ก็จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีนี้แน่นอน
2.3 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
โรงงานที่มีการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทอื่น เช่น ช่างซ่อมเครื่องจักร บริษัทขนส่ง หรือฟรีแลนซ์ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เช่น
ภาษีที่หักไว้จะต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
2.4 ภาษีป้าย (สำหรับโรงงานที่ติดป้ายโฆษณา)
ถ้าโรงงานมีป้ายชื่อบริษัท ป้ายผลิตภัณฑ์ หรือป้ายโฆษณาหน้าโรงงาน ต้องเสีย ภาษีป้าย ให้กับเทศบาลหรืออบต. อัตราภาษีจะคิดตามขนาดและลักษณะของป้าย เช่น
2.5 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน หากโรงงานเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคาร ต้องเสีย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมูลค่าประเมิน โดยคิดปีละครั้ง (ชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี) อัตราภาษีของอสังหาริมทรัพย์ประเภท “พาณิชยกรรม/อุตสาหกรรม” อยู่ที่ประมาณ 0.3%–0.7% ของมูลค่าประเมิน
ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 บริษัทต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี
เจ้าของโรงงานหลายคนเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ และมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบัญชีมากนัก แต่จริง ๆ แล้ว การมีระบบบัญชีที่ดีคือหัวใจของการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง
คำแนะนำ:
“ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 บริษัทต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี”
หลายโรงงานขนาดเล็กอาจคิดว่า “แค่รายได้ไม่เยอะ คงไม่ต้องเสียภาษี” แต่จริง ๆ แล้วถ้าถูกตรวจสอบย้อนหลัง อาจเจอทั้ง ค่าปรับ คิดดอกเบี้ยย้อนหลัง และเสียเครดิตทางธุรกิจ นอกจากนี้ การไม่ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ตรงเวลาอาจทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคาร หรือเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐได้
ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเข้าใจระบบตั้งแต่ต้น โรงงานขนาดเล็กสามารถเริ่มจาก
เพียงเท่านี้ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวถูกตรวจย้อนหลัง และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจการอีกด้วย สงสัยด้านไหนติดต่อ Biggerland ได้เลยครับ